Music Equalizer & Bass Booster

4.5 เพลงและเสียง อัปเดตเมื่อ 2 กันยายน 2569

Music Equalizer & Bass Booster icon
โฆษณา

ภาพหน้าจอ

Music Equalizer & Bass Booster screenshot
Music Equalizer & Bass Booster screenshot
Music Equalizer & Bass Booster screenshot
Music Equalizer & Bass Booster screenshot
Music Equalizer & Bass Booster screenshot
Music Equalizer & Bass Booster screenshot
Music Equalizer & Bass Booster screenshot
Music Equalizer & Bass Booster screenshot

ข้อดี

  • ปรับอีควอไลเซอร์ได้ละเอียด เหมาะกับแนวเพลงหลากหลาย
  • มีพรีเซ็ตเสียงให้เลือก ใช้งานง่ายสำหรับผู้เริ่มต้น
  • เพิ่มเบสและความดังของเสียงได้อย่างรวดเร็ว
  • ใช้ได้กับหูฟังและลำโพงหลายประเภท
  • อินเทอร์เฟซเรียบง่าย ควบคุมเสียงได้สะดวก

ข้อเสีย

  • เอฟเฟกต์บางอย่างอาจใช้งานไม่ได้กับทุกแอปเพลง
  • การเร่งเบสมากเกินไปทำให้เสียงแตกหรือไม่ชัด
  • อาจกินแบตเตอรี่เพิ่มเมื่อเปิดใช้งานต่อเนื่อง
  • มีโฆษณารบกวนในเวอร์ชันฟรี
  • ฟีเจอร์ขั้นสูงบางส่วนอาจต้องสมัครสมาชิก
โฆษณา

Mobexer วิเคราะห์โดย Mobexer

ถ้าคุณฟังเพลงจากโทรศัพท์ Android แล้วรู้สึกว่าเสียงเบา เบสบาง หรืออยากปรับโทนเสียงให้เข้ากับหูฟังแต่ละคู่ Music Equalizer & Bass Booster เป็นแอปที่ควรลองก่อนเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ ผมมองว่าจุดเด่นของมันไม่ได้อยู่ที่การทำให้เพลงทุกเพลงดังที่สุด แต่อยู่ที่การให้คุณควบคุมเสียงได้ง่ายขึ้นในระดับที่เหมาะกับการใช้งานประจำวัน

ผมลองมองแอปนี้ในฐานะเครื่องมือสำหรับคนฟังเพลงทั่วไป ไม่ใช่อุปกรณ์มิกซ์เสียงระดับมืออาชีพ ตัวแอปอยู่ในหมวดเพลงและเสียง พัฒนาโดย WELLY GLOBAL PUBLISHING และเปิดให้ดาวน์โหลดฟรี จึงเริ่มใช้งานได้โดยไม่ต้องตัดสินใจซื้ออะไรตั้งแต่แรก เหมาะกับคนที่ต้องการปรับเสียงแบบรวดเร็วมากกว่าคนที่อยากนั่งปรับทุกย่านความถี่อย่างละเอียด

เลือกจากลักษณะการฟัง ไม่ใช่ดูแค่คำว่าเพิ่มเบส

ก่อนติดตั้ง ผมแนะนำให้ถามตัวเองก่อนว่าปัญหาที่เจอคืออะไร ถ้าเสียงจากลำโพงโทรศัพท์เบาเกินไป การเพิ่มระดับเสียงอาจช่วยได้มากกว่าการเร่งเบส แต่ถ้าเพลงฟังแล้วแบน ไม่มีน้ำหนัก การปรับอีควอไลเซอร์อาจตอบโจทย์กว่า และถ้าใช้หูฟังที่มีเสียงทุ้มหรือเสียงแหลมเด่นอยู่แล้ว การเพิ่มทุกอย่างพร้อมกันอาจทำให้ฟังนานแล้วล้าได้

จุดตัดสินใจสำคัญคือคุณต้องการความสะดวกหรือความละเอียด Music Equalizer & Bass Booster วางตัวอยู่ฝั่งความสะดวก เหมาะกับการเปิดแอป ปรับเสียง แล้วกลับไปฟังเพลงต่อทันที มากกว่าการสร้างโปรไฟล์เสียงซับซ้อนสำหรับงานบันทึกเสียงหรือการมิกซ์เพลง

ในประสบการณ์ของผม คนที่เหมาะกับแอปนี้มีอยู่สามกลุ่ม กลุ่มแรกคือคนที่ใช้โทรศัพท์เป็นเครื่องเล่นเพลงหลัก กลุ่มที่สองคือคนที่สลับระหว่างลำโพงในตัวกับหูฟังบ่อย ๆ และกลุ่มสุดท้ายคือคนที่รู้สึกว่าเสียงจากอุปกรณ์เดิมยังไม่ถูกใจ แต่ยังไม่อยากเสียเงินซื้อหูฟังหรือลำโพงใหม่

ในทางกลับกัน ถ้าคุณมีแอปเล่นเพลงที่มีระบบปรับเสียงในตัวอยู่แล้ว และใช้งานได้ตรงกับความต้องการ การเพิ่มเครื่องมืออีกชั้นอาจไม่จำเป็น เพราะการปรับเสียงซ้อนกันหลายระบบทำให้ผลลัพธ์คาดเดายากขึ้น บางครั้งเสียงอาจดังขึ้นจริง แต่รายละเอียดเสียงร้องหรือเสียงเครื่องดนตรีกลับฟังไม่ชัดเท่าเดิม

การเริ่มต้นใช้งานที่ไม่ควรเร่งแถบเสียงจนสุด

สิ่งแรกที่ผมแนะนำคือเปิดเพลงที่คุณคุ้นเคยมากที่สุด เพลงที่รู้ว่าเสียงร้องควรอยู่ตรงไหนและเบสควรหนักแค่ไหน จากนั้นปรับทีละน้อย อย่าเริ่มด้วยการลากตัวเพิ่มเบสหรือระดับเสียงไปสุดทันที เพราะหูจะรู้สึกว่าน่าตื่นเต้นในช่วงแรก แต่เสียงอาจแตกหรือทับรายละเอียดสำคัญเมื่อฟังต่อเนื่อง

สำหรับเพลงป๊อปหรือเพลงเต้นรำ ผมมักเริ่มจากเพิ่มน้ำหนักต่ำเพียงเล็กน้อย แล้วฟังเสียงร้องเป็นหลัก ถ้าเสียงร้องถูกกลบ แปลว่าเบสเพิ่มมากเกินไป ส่วนเพลงอะคูสติกหรือพอดแคสต์ ผมจะเน้นความชัดของเสียงกลางมากกว่าการเร่งเสียงทุ้ม วิธีนี้ช่วยให้แอปทำงานตามเป้าหมายจริง แทนที่จะกลายเป็นปุ่มเร่งความดังอย่างเดียว

เคล็ดลับที่หลายคนมองข้ามคือควรทดสอบทั้งช่วงเสียงเบาและเสียงปกติ การตั้งค่าที่ฟังดีตอนเปิดดังอาจทำให้เสียงพูดหายเมื่อเปิดเบา และการตั้งค่าที่เหมาะกับหูฟังอาจไม่เหมาะกับลำโพงโทรศัพท์ ผมจึงมองว่าแอปนี้มีประโยชน์ที่สุดเมื่อใช้เป็นเครื่องมือปรับตามสถานการณ์ ไม่ใช่ตั้งค่าเดียวแล้วใช้กับทุกอย่าง

จุดที่แอปนี้ทำได้ดีในชีวิตประจำวัน

จุดแข็งชัดที่สุดคือการแก้ปัญหาเสียงแบบทันที สมมติว่าผมกำลังเดินทางและเปลี่ยนจากหูฟังมาใช้ลำโพงโทรศัพท์ เสียงที่เคยพอดีอาจเบาลงหรือขาดน้ำหนัก การเปิดตัวเพิ่มระดับเสียงช่วยให้ไม่ต้องเข้าไปค้นเมนูเสียงหลายชั้น ส่วนการปรับอีควอไลเซอร์ช่วยให้ผมลดความแหลมที่บาดหูหรือเติมความอุ่นให้กับเพลงได้ตามอุปกรณ์ที่ใช้

อีกกรณีหนึ่งคือการฟังวิดีโอหรือบทสนทนาในสถานที่ที่มีเสียงรบกวน ผมจะไม่เพิ่มเบส แต่จะพยายามทำให้เสียงพูดเด่นขึ้นแทน วิธีคิดนี้สำคัญ เพราะการเพิ่มความดังอย่างเดียวไม่ได้ทำให้คำพูดชัดเสมอไป หากเสียงพื้นหลังและเสียงพูดถูกขยายไปพร้อมกัน ผลลัพธ์อาจไม่ต่างจากเดิมมากนัก

แอปยังเหมาะกับคนที่ชอบทดลองโทนเสียงด้วยตัวเอง คุณสามารถฟังเพลงเดียวกันแล้วเปรียบเทียบก่อนและหลังปรับ เพื่อดูว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นช่วยจริงหรือเพียงทำให้เสียงดังขึ้น ผมชอบวิธีนี้เพราะทำให้ตัดสินใจได้จากเพลงที่ฟังจริง แทนที่จะเชื่อคำโฆษณาว่าการเพิ่มเบสจะทำให้ทุกเพลงดีขึ้น

ชื่อแอปสื่อถึงทั้งอีควอไลเซอร์และตัวเพิ่มเบส แต่ผมอยากเน้นว่า การเพิ่มเบสไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกอุปกรณ์ ลำโพงโทรศัพท์บางรุ่นมีข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์อยู่แล้ว การเร่งย่านต่ำจึงอาจทำให้เกิดเสียงพร่าหรือสั่นมากกว่าจะได้เบสที่ลึกขึ้น หากคุณพบอาการนี้ ให้ลดเบสลงแล้วใช้ระดับเสียงที่พอดีแทน

สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจใช้ต่อ

แอปฟรีทำให้เริ่มทดลองได้ง่าย แต่มีการซื้อภายในแอปอยู่ที่ประมาณหกสิบสองถึงหนึ่งร้อยห้าสิบบาทต่อรายการ ดังนั้นผมแนะนำให้ใช้งานแบบฟรีก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าความสามารถเพิ่มเติมคุ้มกับรูปแบบการฟังของคุณหรือไม่ อย่าซื้อเพียงเพราะต้องการเสียงดังขึ้น เพราะเสียงดังไม่ได้หมายความว่าเสียงดีขึ้นเสมอไป

อีกเรื่องที่ควรคาดหวังคือผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามโทรศัพท์ หูฟัง แอปเล่นเพลง และชนิดของเสียงที่กำลังเล่น แอปประเภทนี้ไม่ได้เปลี่ยนข้อจำกัดทางกายภาพของลำโพงให้กลายเป็นลำโพงขนาดใหญ่ หากอุปกรณ์เดิมมีเสียงแตกเมื่อเปิดดังมาก การเพิ่มระดับเสียงผ่านซอฟต์แวร์ยิ่งอาจทำให้ปัญหาชัดขึ้น

ผมยังมองว่าการใช้ตัวปรับเสียงอย่างรับผิดชอบเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อใช้หูฟัง หากต้องเร่งเสียงมากเพื่อให้ได้ยินรายละเอียด อาจเป็นสัญญาณว่าควรเปลี่ยนตำแหน่งหูฟัง ลดเสียงรบกวนรอบตัว หรือใช้อุปกรณ์ที่เหมาะกว่า การเปิดเสียงดังต่อเนื่องไม่ใช่ข้อดีของแอป และไม่ควรใช้เป็นเป้าหมายหลัก

สำหรับความเข้ากันได้ ตัวแอปรองรับ Android ตั้งแต่รุ่น 7.0 ขึ้นไป และรุ่นปัจจุบันคือ 1.4.5 คนที่ใช้โทรศัพท์รุ่นเก่าจึงมีโอกาสเริ่มต้นได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ทันที ส่วนผู้ใช้ iPhone ไม่ควรมองแอปนี้เป็นทางเลือกโดยอัตโนมัติ เพราะบทความนี้พิจารณาการใช้งานบน Android เป็นหลัก

ตัวแอปได้รับการจัดประเภทอายุ 3+ และมีผู้ติดตั้งมากกว่าห้าล้านครั้ง พร้อมคะแนนเฉลี่ย 4.5 จากประมาณหนึ่งหมื่นคะแนน ภาพรวมนี้บอกได้ว่าเป็นเครื่องมือที่มีคนลองใช้จำนวนมาก แต่ผมยังแนะนำให้ประเมินจากอุปกรณ์และพฤติกรรมการฟังของตัวเอง เพราะคะแนนรวมไม่สามารถบอกได้ว่าเสียงจากโทรศัพท์ของคุณจะออกมาเหมือนผู้ใช้คนอื่น

เมื่อแอปเล่นเพลงหรือตัวปรับเสียงในเครื่องอาจเหมาะกว่า

ทางเลือกแรกคือระบบปรับเสียงที่ติดมากับโทรศัพท์หรือหูฟัง หากคุณต้องการความเสถียรและไม่อยากให้มีแอปเพิ่มเติมเข้ามาเกี่ยวข้อง วิธีนี้มักเรียบง่ายกว่า โดยเฉพาะคนที่ปรับเสียงเพียงครั้งเดียวแล้วใช้ชุดเดิมเป็นหลัก ข้อแลกเปลี่ยนคือคุณอาจได้ตัวเลือกน้อยกว่า และปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ไม่คล่องเท่าแอปแยก

ทางเลือกที่สองคือแอปเล่นเพลงที่มีอีควอไลเซอร์ในตัว ข้อดีคือการปรับเสียงอยู่ในที่เดียวกับเพลง ไม่ต้องสลับแอปหรือจำว่าการตั้งค่านั้นมีผลกับเสียงประเภทใด แต่ข้อจำกัดคือการปรับอาจมีผลเฉพาะเพลงที่เล่นผ่านแอปนั้น ถ้าคุณฟังเพลงจากหลายบริการ ดูวิดีโอ และฟังเสียงพูดสลับกัน เครื่องมือแยกอย่าง Music Equalizer & Bass Booster อาจยืดหยุ่นกว่า

ทางเลือกที่สามคือการซื้อหูฟังหรือลำโพงใหม่ หากปัญหาหลักมาจากคุณภาพเสียงของอุปกรณ์ การปรับซอฟต์แวร์อาจช่วยได้เพียงระดับหนึ่ง ผมจะเลือกอัปเกรดฮาร์ดแวร์เมื่อเสียงแตกง่าย เบสหายมาก หรือฟังแล้วเหนื่อยแม้ปรับอย่างระมัดระวัง การใช้แอปจึงควรเป็นขั้นตอนทดลองที่ประหยัดก่อน ไม่ใช่คำตอบแทนการเปลี่ยนอุปกรณ์ในทุกกรณี

คนที่ทำเพลงจริงจังหรือจำเป็นต้องได้เสียงเที่ยงตรงอาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักของแอปนี้ การเพิ่มสีสันให้เสียงเหมาะกับการฟังส่วนตัว แต่ไม่ควรใช้เป็นหลักอ้างอิงในการตัดสินคุณภาพไฟล์เสียงหรือมิกซ์เพลง หากงานของคุณต้องการความแม่นยำ ควรใช้เครื่องมือที่ออกแบบมาสำหรับงานเสียงโดยเฉพาะ

ต้นทุนที่แท้จริงของการเปลี่ยนวิธีฟัง

การติดตั้งแอปใช้ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ เพราะดาวน์โหลดได้ฟรีและไม่ต้องซื้อหูฟังใหม่ทันที แต่ต้นทุนที่ควรคิดคือเวลาทดลอง หากคุณสลับอุปกรณ์บ่อย คุณอาจต้องปรับเสียงใหม่หลายครั้งเพื่อไม่ให้ค่าที่เหมาะกับลำโพงถูกนำไปใช้กับหูฟังโดยไม่ตั้งใจ

ผมแนะนำให้จดจำหลักง่าย ๆ แทนการไล่หาค่าที่สมบูรณ์แบบ เริ่มจากเสียงปกติ ลดการเพิ่มที่ทำให้เสียงร้องหาย แล้วทดสอบกับเพลงหลายแบบ หากการตั้งค่าใดทำให้เพลงหนึ่งดีขึ้นแต่เพลงอื่นแย่ลง ให้ใช้การปรับกลาง ๆ มากกว่าการไล่ตามเพลงเดียว วิธีนี้ลดเวลาสลับไปมาและทำให้ประสบการณ์ใช้งานสม่ำเสมอขึ้น

สำหรับคนที่ฟังเพลงวันละเล็กน้อย การซื้อภายในแอปอาจไม่จำเป็นเลย ส่วนคนที่ใช้โทรศัพท์เป็นเครื่องเล่นเพลงหลัก การจ่ายเงินอาจสมเหตุสมผลกว่าหากตัวเลือกเพิ่มเติมช่วยแก้ปัญหาที่เจอเป็นประจำ ผมจะตัดสินจากความถี่ในการใช้งานและความแตกต่างที่ได้ยินจริง ไม่ใช่จากจำนวนฟังก์ชันที่เห็นบนหน้าจอ

สิ่งที่ไม่ควรทำคือใช้แอปเพื่อชดเชยอุปกรณ์ที่มีปัญหาหนัก เช่น ลำโพงเสีย เสียงข้างหนึ่งเบากว่าอีกข้าง หรือมีเสียงรบกวนจากตัวเครื่อง เพราะการปรับอีควอไลเซอร์ไม่ใช่การซ่อมฮาร์ดแวร์ และการเพิ่มระดับเสียงอาจทำให้ข้อบกพร่องเหล่านั้นเด่นชัดกว่าเดิม

คำแนะนำของผมสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจ

ถ้าคุณต้องการตัวปรับเสียงที่เริ่มใช้งานได้ง่าย อยากเติมน้ำหนักให้เพลง หรืออยากเพิ่มความดังจากลำโพงโทรศัพท์ในบางสถานการณ์ ผมคิดว่า Music Equalizer & Bass Booster คุ้มค่ากับการลอง โดยเฉพาะเพราะเริ่มจากเวอร์ชันฟรีได้ และรองรับ Android รุ่นเก่าพอสมควร

ผมแนะนำให้เริ่มด้วยเพลงที่คุ้นเคย ปรับทีละน้อย และทดสอบทั้งหูฟังกับลำโพง อย่าใช้การเร่งเบสเป็นค่าเริ่มต้นกับทุกเพลง และอย่าคาดหวังว่าแอปจะสร้างคุณภาพเสียงใหม่ให้กับลำโพงที่มีข้อจำกัด หากใช้แนวทางนี้ คุณจะเห็นประโยชน์ของมันชัดขึ้นและลดโอกาสเจอเสียงแตกหรือเสียงล้าหู

สำหรับผม จุดขายที่น่าสนใจที่สุดคือความยืดหยุ่นระหว่างการฟังเพลงและเสียงพูดในชีวิตประจำวัน ขณะที่ข้อจำกัดหลักคือผลลัพธ์ขึ้นกับอุปกรณ์และการตั้งค่ามากกว่าที่ผู้ใช้ใหม่อาจคาดคิด ดังนั้น แอปนี้เหมาะกับคนที่อยากปรับเสียงด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่ทางเลือกแทนการอัปเกรดอุปกรณ์สำหรับทุกคน

สรุปแล้ว ผมมองว่าแอปนี้เป็นเครื่องมือเล็ก ๆ ที่มีประโยชน์เมื่อใช้ตรงจุด ลองเวอร์ชันฟรีก่อน ฟังผลลัพธ์จากเพลงและสถานการณ์จริง แล้วค่อยพิจารณาการซื้อภายในแอป หากคุณชอบควบคุมโทนเสียงของตัวเอง Music Equalizer & Bass Booster น่าจะช่วยให้โทรศัพท์เครื่องเดิมฟังเพลงได้ถูกใจขึ้นโดยไม่ต้องเริ่มจากค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่

คำถามที่พบบ่อย

Music Equalizer & Bass Booster คืออะไร และเหมาะกับใคร?

Music Equalizer & Bass Booster เป็นแอปสำหรับปรับแต่งคุณภาพเสียงบนอุปกรณ์มือถือ โดยมีอีควอไลเซอร์สำหรับเพิ่มหรือลดเสียงย่านต่าง ๆ รวมถึงฟังก์ชัน Bass Booster ที่ช่วยเน้นเสียงเบสให้หนักแน่นขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ฟังเพลง ดูวิดีโอ หรือเล่นเกมผ่านหูฟังและต้องการปรับเสียงให้เข้ากับความชอบของตนเองมากกว่าการใช้การตั้งค่าเสียงมาตรฐานของเครื่อง

แอปนี้ใช้งานกับแอปฟังเพลงและวิดีโออื่นได้หรือไม่?

โดยทั่วไป Music Equalizer & Bass Booster สามารถทำงานร่วมกับแอปเล่นเพลงหรือสื่อบางประเภทที่ส่งสัญญาณเสียงผ่านระบบของอุปกรณ์ได้ แต่ความเข้ากันได้อาจแตกต่างกันตามรุ่นโทรศัพท์ ระบบปฏิบัติการ และแอปต้นทาง บางบริการอาจจำกัดการปรับเสียงหรือใช้ระบบเสียงของตัวเอง ดังนั้นควรทดลองกับแอปที่คุณใช้งานเป็นประจำก่อนตัดสินใจเปิดใช้ตลอดเวลา

ต้องมีหูฟังหรือลำโพงภายนอกจึงจะใช้แอปได้หรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องมีหูฟังหรือลำโพงภายนอก เพราะแอปสามารถปรับเสียงจากลำโพงในตัวเครื่องได้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับคุณภาพฮาร์ดแวร์ของอุปกรณ์ หากเพิ่มเบสมากเกินไป ลำโพงขนาดเล็กของโทรศัพท์อาจเกิดเสียงแตกหรือฟังไม่ชัด การใช้หูฟังหรือลำโพงที่รองรับย่านเสียงกว้างมักทำให้เห็นความแตกต่างของการปรับแต่งได้ชัดเจนกว่า

Music Equalizer & Bass Booster มีพรีเซ็ตเสียงและปรับเองได้หรือไม่?

แอปประเภทนี้มักมีพรีเซ็ตเสียงสำหรับแนวเพลงต่าง ๆ เช่น ป๊อป ร็อก คลาสสิก หรือแจ๊ส เพื่อให้เริ่มใช้งานได้รวดเร็ว พร้อมตัวเลือกปรับย่านความถี่ด้วยตนเอง ผู้ใช้สามารถทดลองเลื่อนระดับเสียงทีละน้อยและบันทึกแนวเสียงที่ชอบได้ ควรหลีกเลี่ยงการเพิ่มทุกย่านจนสุด เพราะอาจทำให้เสียงอื้อ เสียงแตก และรายละเอียดเพลงลดลง

แอปปลอดภัยหรือไม่ และมีโฆษณาหรือการซื้อภายในแอปหรือเปล่า?

ก่อนติดตั้งควรตรวจสอบชื่อผู้พัฒนา จำนวนการดาวน์โหลด คะแนนรีวิว และสิทธิ์ที่แอปร้องขอจากหน้าร้านค้าอย่างละเอียด แอปปรับเสียงบางเวอร์ชันอาจมีโฆษณา ฟังก์ชันพรีเมียม หรือการซื้อภายในแอปเพื่อปลดล็อกพรีเซ็ตและตัวเลือกเพิ่มเติม นอกจากนี้ควรดาวน์โหลดจาก Google Play หรือ App Store เท่านั้น และหลีกเลี่ยงไฟล์ติดตั้งจากแหล่งที่ไม่เป็นทางการเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

โฆษณา

ดาวน์โหลด

ดาวน์โหลดจาก Google Play ดาวน์โหลดจาก App Store

แอปที่เกี่ยวข้อง

เว็บไซต์นี้ให้ข้อมูลอิสระเกี่ยวกับแอปและเกมของบุคคลที่สาม เราไม่ได้เป็นเจ้าของ พัฒนา เผยแพร่ หรือจัดจำหน่ายแอปและเกมเหล่านี้ ชื่อ โลโก้ และเครื่องหมายการค้าทั้งหมดเป็นของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดนักพัฒนามีไว้เพื่อใช้อ้างอิงเท่านั้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อนักพัฒนาที่ [email protected] เยี่ยมชม https://wellyglobal.net/ หรืออ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวได้ที่ https://maxeq-music.wellyglobal.net/privacy-policy/